Website Banner
 
 
KONTROL C&D
ทางเลือก..ทางรอด
เอาชนะ โรคร้ายแด่..คุณ
และคนที่คุณรัก
แล้วคุณจะสัมผัสกับคำว่า

"ชีวิตนี้มีความหวัง
อย่างแท้จริง"
 
QR Code 


  สอบถามข้อมูล Kontrol C&D
  หรือ ขอคำปรึกษาปัญหาสุขภาพ
  ได้ที่
 
 
 
085-163-0359 (Dtac)
 
 
Line ID : 0851630359
 
 
Pea_19@hotmail.com
 



























 



 
   การทำงานของ คอนโทรล(KONTROL) กับเซลล์ในร่างกายเรา  
     
 
 
  KONTROL C & D (คอนโทรล ซี และ ดี) คอนโทรล ซี และ ดี คือ (นวัตกรรมอาหารเพื่อไมโทคอนเดรีย)

Kontrol C&D ถือเป็นนวัตกรรมอาหารเพื่อ ไมโทคอนเดรีย โดยกระบวนการชีวนาโนทำให้อาหารมีโมเลกุลเล็กกว่านาโน เพื่อทำให้อาหารเข้าสู่ไมโตคอน เดรียได้ง่าย ทั้งนี้ร่างกายของคนเราประกอบด้วยเซลล์ เป็น 100 ล้าน ล้าน ล้าน เซลล์ และในแต่ละเซลล์มี ไมโตคอนเดรีย นับหมื่น ไมโตคอนเดรีย (โดยเฉพาะเชลล์หัวใจเป็นอวัยวะที่มีไมโทคอนเดรียมากที่สุด )ดังนั้นในร่างกายของคนเราจึงมีไมโตคอนเดรียนับ ล้าน ล้าน ล้าน ล้าน ไมโทคอนเดรีย ไมโทคอนเดรียมีขนาดเล็กมากประมาณ 1ไมคอน ดังนั้นอาหารที่สามารถเข้าสู่ไมโตคอนเดรียได้ต้องเล็กกว่า 1ไมคอน เพราะต้องผ่านเยื่อบุผนังชั้นต่าง ๆ ซึ่งไมโทคอนเดรียเปรียบ เสมือนโรงงานแปรรูปอาหารที่อยู่ในเซลล์ในร่างกายของคนเรา มีหน้าที่ผลิตเอนไซม์นับพันๆ ชนิด เอนไซม์เหล่านี้จะไปย่อยอาหารที่เรารับประทานเข้าไป เพื่อให้ได้พลังงาน

 
     
 
     
 
     
 

การที่จะให้เซลล์อยู่อย่างแข็งแรง เพื่อให้ร่างกายเราดีมีสุขภาพที่ดีด้วย เราจึงต้องได้อาหารที่เหมาะสมกับเซลล์เหล่านี้ เพื่อให้การทำงานของเซลล์เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ซ่อมแซมตัวเอง รวมถึงผลิตพลังงานให้กับร่างกาย (mitochondria) โดยปกติแล้วสารอาหาร ที่ต้องการ อย่างเช่น โปรตีน  ร่างกายของเรานั้นไม่สามารถนำโปรตีนจากอาหารมาใช้งานได้โดยตรงโปรตีนจาก อาหารจะถูกย่อย เป็นกรดอะมิโนเพื่อนำมาสร้างเป็นโปรตีนใหม่หรือนำไปสร้างพลังงาน พูดง่ายๆ คือ ต้องผ่านระบบย่อยอาหารจึงจะสามารถดูดซึมสารอาหาร ไปเลี้ยงร่างกายได้นั่นเอง ถึงแม้ว่าคนเราจะรับประทานอาหารหลัก 5หมู่ทุกมื้อทุกวัน แต่คนเราก็ยังป่วยอยู่ คำถามคือ มันจะได้สารอาหารครบอย่างที่เซลล์ต้องการหรือเปล่า คุณทานอาหารครบ 5 หมู่หรือเปล่าและ วันนี้คุณทานผัก ผลไม้ น้ำเปล่าสะอาดๆ มากเพียงพอหรือยัง ถ้าวันนี้อาหารของคุณคือข้าวมันไก่ แมคโดนัล พิซซ่า น้ำอัดลม กาแฟ  ที่แทบไม่มีสารอาหารอะไรให้เซลล์เลย ซ้ำร้ายอาหารขยะที่ทานเข้าไปจะไปกระตุ้น  “อนุมูลอิสระ”  ให้ทำลายเซลล์เร็วขึ้นกว่าเดิมอีกด้วย เราควรกลับมาทานอาหารที่มีประโยชน์กับร่างกาย เพื่อให้เซลล์ได้รับประโยชน์อย่างเต็มที่อย่างไรก้ตาม ความเครียดและสภาวะแวดล้อมรอบตัวเราเป็นอีกสาเหตุหนึ่งทำให้เกิด “อนุมูลอิสระ” ซึ่งมันเป็นอันตรายต่อเซลล์ของเรา  ดังนั้นการทาน Kontrol จึงเป็นคำตอบที่ทำให้ร่างกายคนเราสามารถใช้อาหารเพื่อให้ได้พลังงาน ซ่อมแซมเซลล์ที่สึกหรอ และสร้างเซลล์ใหม่ ผลของอนุมูลอิสระต่อร่างกายเราอนุมูลอิสระจะไปทำลายโครงสร้างสำคัญภายในเซลล์ ที่สำคัญก็คือ

- ไมโตคอนเดรีย ที่เป็นแหล่งพลังงานของเซลล์นั้นเอง
- ไปรบกวนและทำลาย DNAทำให้ยีนทำงานผิดปกติ ก่อให้เกิดการกลายพันธุ์และเกิดโรคต่างๆตามมาได้
-ไปทำให้ผนังเซลล์ แข็ง เปราะและแตกง่าย เนื่องจากผนังเซลล์ประกอบด้วยไขมันไม่อิ่มตัว ซึ่งไวต่อการทำปฏิกิริยากับอนุมูลอิสระ 

 
     
 
 

ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ด้านเซลล์ทำให้เราทราบว่าไมโทคอนเดรียนั้นมีความสำคัญมากๆ ต่อการมีชีวิตสั้นหรือยาวของเซลล์มนุษย์ อาหาร 5หมู่ที่เรารับประทานนั้นจะถูกนำ ไปใช้เป็นวัตถุดิบในการซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอของเซลล์รวมไปถึงการสร้างเซลล์ใหม่ในอวัยวะต่างๆ ตลอดช่วงชีวิตของเรา การขาดไมโทคอนเดรียส่งผลให้เอนไซม์นานาชนิด ต่อกระบวนการสันดาบ ที่ผลิตภายในโมโนคอนเดรียนั้นขาดแคลนตามมาเช่นกัน เมื่อเซลล์ในแต่ละอวัยวะซ่อมไม่สมบูรณ์ เซลล์ใหม่เกิดมาก็จะอ่อนแอการทำงานของอวัยวะต่างๆก็จะล้มเหลว โรคร้ายก็จะเกิดขึ้นโดยง่ายกับเราทันที ความสามารถในการสร้างพลังงานของไมโตคอนเดรียลดลงตามอายุ เนื่องจากไมโตคอนเดรียเป็นส่วนแรกในเซลล์ที่เสื่อมสภาพตามอายุ กระบวนการนี้ เราเรียกว่า สภาวะอ่อนล้าของไมโตคอนเดรีย (Mitochrondrial Burnout)   ด้วยเหตุนี้ จึงทำให้การเผาผลาญพลังงานภายในเซลล์ลดลง ความสามารถในการทำงานของอวัยวะต่างๆ ก็ลดลงด้วย และเกิดความเสื่อมโทรมของโรคต่างๆ ตามมามากขึ้น

 
     
 

ปัจจุบันการรักษาโรคได้มีการเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว ความรู้ใหม่ๆ และยารุ่นใหม่ที่ถูกนำมาใช้เพื่อประสิทธิผลการรักษาผู้ป่วยโรคมีมากขึ้น ยาเดิมๆ ที่เคยใช้อยู่ก็กำลังเริ่มใช้น้อยลง ขณะเดียวกันยาที่พัฒนาขึ้นมาใหม่ เริ่มแสดงบทบาทสำคัญในการรักษาโรคมะเร็งร้ายเหล่านี้อย่างชัดเจนขึ้น ความหลากหลายของการรักษาโรคเหล่านี้มีมากก็จริงอยู่ แต่ที่แพทย์ และนักวิทยาศาสตร์ทั่วโลกให้ความสำคัญถึง หรือฝากความหวังว่า “การเปลี่ยนแปลงภูมิคุ้มกัน หรือภูมิต้านทานของร่างกาย” อาจจะมีประสิทธิผลในการรักษาโรคให้หาย หรือรักษาให้ผู้ป่วยมีชีวิตที่ยืนยาวออกไปได้ การรักษาเหล่านี้มักจะมีผลข้างเคียงน้อยลง แต่ประสิทธิภาพเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจนเพื่อที่จะนำผู้อ่านให้เข้าใจถึงบทบาทของการใช้ภูมิต้านทาน (Immune) ในการรักษาโรคเป็นอย่างไรนั้น เรามาเข้าใจถึง Concept ของภูมิต้านทาน (Immune) ต่อเซลล์มะเร็งเป็นอย่างไรก่อนปัจจุบันเรายังมีความเชื่อว่าเซลล์ของคนนั้นอาจจะกลายพันธุ์ หรือเปลี่ยนแปลงไปเป็นเซลล์มะเร็งได้ด้วยผลจากยีนส์ที่ผิดปกติ หรือจากสิ่งแวดล้อมข้างเคียง (Environment) แต่เนื่องจากร่างกายมีเซลล์ภูมิต้านทาน(Cellular Immune System) ที่คอยตรวจสอบทั่วไป เมื่อเซลล์ภูมิต้านทานเหล่านี้พบเซลล์ที่กำลังกลายพันธุ์ไปเป็นมะเร็งนั้น เซลล์ภูมิคุ้มกันก็จะเข้าไปทำลายเซลล์มะเร็งเหล่านี้เพื่อไม่ให้มีโอกาสขยายพันธุ์ได้ต่อไป เป็นการควบคุมการกลายพันธุ์ของเซลล์ในร่างกาย แต่หากว่าร่างกายมีเซลล์ภูมิต้านทานที่ผิดปกติ เช่น เกิดจากความผิดปกติของภูมิต้านทานอย่างไม่มีสาเหตุ , การติดโรคเอดส์ , อัตราการเกิดโรคมะเร็งในผู้ป่วยเหล่านี้จะมีสูงมากกว่าคนปกติอย่างชัดเจน ในการรักษาโรคมะเร็งด้วยยาเคมีบำบัด (Chemotherapy) , วงการแพทย์เชื่อว่ายาเคมีบำบัดไม่สามารถฆ่าเซลล์มะเร็งได้หมดเอง แต่จะช่วยลดจำนวนเซลล์เหล่านี้ให้เหลือน้อยมากๆ จนเซลล์ภูมิต้านทานสามารถจะกำจัดเซลล์มะเร็งได้หมด ซึ่งเป็นผลทำให้ผู้ป่วยสามารถหายขาดจากโรคมะเร็ง (Curable)เหล่านั้นได้ แนวคิดเรื่องการปรับปรุงเพิ่มภูมิต้านทานต่อเซลล์มะเร็งจึงเป็นงานที่มีผู้สนใจ และศึกษากันอย่างกว้างขวาง และนำมาใช้ในการรักษาโรคเพิ่มขึ้น

 
     
 

สเต็มเซลล์ (Stem Cell) หรือ เซลล์ต้นกำเนิด คือ เป็นเซลล์อ่อนที่ไม่มีหน้าที่ของเซลล์ที่ เฉพาะเจาะจง สามารถแบ่งตัวเองขึ้นมาใหม่ได้ และ พร้อมจะเจริญเติบโต เปลี่ยนแปลงเพื่อไปทำหน้าที่ใดหน้าที่หนึ่งที่เฉพาะเจาะจงได้ หรือกลายเป็นเซลล์ของเนื้อเยื่อชนิดต่างๆในร่างกายได้ โดยสเต็มเซลล์ หรือเซลล์ต้นกำเนิดพวกนี้สามารถพัฒนาไปเป็นเซลล์ที่ทำหน้าที่เฉพาะเจาะจงได้

 
 
     
 

วิธีที่มีในปัจจุบันอาจจะยังแยกออกอย่างชัดเจนไม่ได้ การรักษาโรคด้วยการเปลี่ยนแปลงทางภูมิต้านทานอย่างคร่าว ๆ ให้เห็นภาพรวมอย่างชัดเจนการปลูกถ่ายเซลล์ไขกระดูก และการให้เซลล์ภูมิต้านทานในการรักษาโรคมะเร็งการปลูกถ่ายเซลล์ไขกระดูกปัจจุบันทำได้ง่ายกว่าเดิมมาก เนื่องจากเรามีความรู้เกี่ยวกับเซลล์ต้นกำเนิด (Stem Cell) อย่างมากมาย เราสามารถนำเซลล์ต้นกำเนิด (Stem Cell) มาขยายจำนวนได้ในหลอดทดลองแล้วนำไปให้ผู้ป่วยได้ Stem Cell นี้สามารถนำมาจากการคัดกรองเม็ดเลือดขาวของผู้บริจาค (Donor) โดยเพียงแต่ให้เลือดผ่านเข้าเครื่องปั่น และคัดกรองเม็ดเลือด (Apheresis) หรืออาจจะเก็บจากเลือดของสายสะดือและรก (Umbilical Cord Blood) ในกรณีจากผู้บริจาค (Donor) เราไม่จำเป็นต้องเจาะโดยตรงจากไขกระดูกของผู้บริจาค แล้ว Stem Cell ที่ได้จากการทำ Apheresis จะให้ผลที่ดีในผู้ป่วย (Recipient) ในการเข้าไปเจริญเติบโต และทดแทนไขกระดูกของผู้ป่วยได้อย่างดีและรวดเร็วกว่า การปลูกถ่ายเซลล์ไขกระดูกจะมีบทบาทมากในการรักษาโรคของเม็ดเลือดทั้งแบบเรื้อรัง และเฉียบพลัน (Chronic and acute Leukemia) ลูคิวเมียและโรคมะเร็งของต่อมน้ำเหลือง (Hodgkin’s and Non-Hodgkin’s Lymphome) เป็นส่วนใหญ่

(T-Cell) จะสามารถช่วยกำจัดเซลล์มะเร็งออกไปได้อย่างมีประสิทธิภาพ เนื่องจากเซลล์ภูมิต้านทานของผู้ป่วยเอง ไม่มีความสามารถที่จะกำจัดเซลล์มะเร็งเหล่านั้นออกไปได้ ต้องใช้เซลล์ภูมิต้านทาน (T - Cell) จาก Donor เพื่อไปฆ่า หรือ ควบคุมเซลล์มะเร็งอย่างได้ผล เราสามารถที่จะนำเอาเซลล์ภูมิต้านทาน (T - Cell)ใส่เข้าไปในผู้ป่วย และให้ขยายตัว เพื่อไปทำลายหรือควบคุมเซลล์มะเร็งตามทฤษฎีของภูมิต้านทานต่อโรคมะเร็ง ขบวนการนี้พบว่าจะมีผลข้างเคียงที่น้อยกว่าการปลูกถ่ายเซลล์ไขกระดูกอย่างเดิมอย่างมาก เพราะไม่ต้องใช้ยาเคมีบำบัดในขนาดที่สูง และทำให้อัตราตายในระยะแรกของการรักษาต่ำลงอย่างชัดเจน การทำMinitransplant  เพื่อให้ T-Cell เติบโตและทำลายเซลล์มะเร็งร้ายออกไปจากร่างกาย


จากวีดีโอแสดงให้เห็นว่า T Cell กลืนกินเซลล์มะเร็งเป็นอาหารและเติบโตเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว 
(T Cell ถูกย้อมเป็นสีเขียว เซลล์มะเร็งถูกย้อมเป็นสีน้ำเงิน)

ภาพต้นฉบับแสดงไว้โดย Alex Ritter นักศึกษาปริญญาเอกเกี่ยวกับโปรแกรม NIH-OxCam ในห้องปฏิบัติการของ Griffiths ศาสตราจารย์กิลเลียนที่เคมบริดจ์สถาบันวิจัยทางการแพทย์และภาควิชาเวชสาสตร์คลินิกของโรงเรียนจากมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์

           กรณีการรักษาโรคมะเร็งในปัจจุบัน แพทย์จะทำการรักษาด้วยวิธีการฉายรังสี หรือทำเคมีบำบัดให้กับผู้ป่วย แต่ด้วยความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์การแพทย์ทำให้เราได้พบว่าการนำวิธีการ รักษาแบบภูมิคุ้มกันบำบัด เข้ามาเสริมการรักษาวิธีแบบมาตรฐานนั้นก็จะให้ประสิทธิผลในการรักษาได้ดี กว่าการรักษาแบบเดิม พื้นฐานในการรักษามะเร็ง และไวรัสด้วยการใช้ Natural Killer cells (NK cells) 

เซลล์ของระบบภูมิคุ้มกัน เซลล์เม็ดเลือดขาวที่ทำหน้าที่ในระบบภูมิคุ้มกัน โดยสร้างมาจากเซลล์ต้นกำเนิดเม็ดเลือดจากไขกระดูก สามารถแบ่งออกได้เป็น

1.  เซลล์ที่มีหน้าที่กินสิ่งแปลกปลอมที่เข้ามาในร่างกาย เช่น Macrophage, Monocyte, Neutrophil
2.  เซลล์ชนิดที่มี granule อยู่ภายในเซลล์จำนวนมาก เช่น Basophil, Eosinophil
3.  เซลล์เม็ดเลือดขาวที่มีขนาดเล็กที่ชื่อว่า Lymphocyte ซึ่งปัจจุบันจะแบ่งออกเป็น T cells, B cell และ NK cell 

เซลล์เม็ดเลือดขาวสามารถจำแนกสิ่งแปลกปลอมที่เข้ามาในร่างกายได้ เนื่องจากเซลล์เม็ดเลือดขาวจะมีตัวรับ หรือที่เรียกว่า receptor จำนวนมากบนผิวเซลล์ ซึ่งตัวรับแต่ละตัวก็จะทำหน้าที่ตรวจสอบเซลล์ชนิดต่างๆที่ผ่านเข้ามา และตัวรับแต่ละตัวก็จะมีหน้าที่จำเพาะแตกต่างกันไปในการตรวจสอบ เมื่อเซลล์แปลกปลอมที่เข้ามานั้นมีความแตกต่างของโมเลกุลที่ผิวเซลล์ที่ เรียกว่า Major Histocompatibility (MHC) Class I molecules ซึ่งความแตกต่างที่ไม่เหมือนกันกับของเซลล์เม็ดเลือดขาวนี้ จะทำให้ตัวรับรับรู้ถึงความผิดปกติ และจัดเซลล์ที่พบนี้เป็นสิ่งแปลกปลอม และก็จะทำลายเซลล์แปลกปลอมเหล่านี้ด้วยกระบวนการที่แตกต่างกันไปของเซลล์ เม็ดเลือดขาวชนิดนั้นๆ

nk-cell

               NK cell พบครั้งแรกในช่วงปี 1970 โดยพบว่า NK cell เป็นเม็ดเลือดขาวชนิดหนึ่งในร่างกาย ที่มีความสามารถในการฆ่า หรือทำลายสิ่งแปลกปลอมต่างๆที่เข้ามาในร่างกายได้ดี ไม่ว่าจะเป็น ไวรัส แบคทีเรีย โปรโตซัว รวมถึงมะเร็งชนิดต่างๆ NK cell เป็นเม็ดเลือดขาวในกลุ่มของ lymphocyte แต่จะมีความแตกต่างจาก T และ B lymphocyte ในการกำจัดสิ่งแปลกปลอมก็คือ ไม่จำเป็นต้องมีสิ่งใดมากระตุ้นให้เซลล์ชนิดนี้ทำงาน กล่าวคือ NK cell สามารถที่จะตรวจสอบสถานะเซลล์ต่างๆที่อยู่ในร่างกาย โดยผ่านทางตัวรับสัญญาณ (receptor) ที่มีอยู่มากมายรอบๆเซลล์ เมื่อพบว่าเซลล์มีความผิดปกติ หรือเซลล์นั้นเป็นสิ่งแปลกปลอมก็จะปล่อยเอนไซม์ที่ชื่อว่า Perforin และ Granzyme มากำจัดสิ่งแปลกปลอม โดยปกติเราจะพบ NK cell ได้ประมาณ 10-20 % ของจำนวน lymphocyte

                 Perforin เป็นเอนไซม์ที่ทำหน้าที่สลายเซลล์ (Cytolytic Mediator) ซึ่งจะผลิตและเก็บไว้ในส่วนของ cytoplasmic granuleของเม็ดเลือดขาวชนิด lymphocyte เมื่อเอนไซม์ perforin ไปจับกับผนังเซลล์ของเซลล์ที่ผิดปกติ จะก่อให้เกิดรูขนาดเล็กขนาด 20 nm. บนผนังของเซลล์ รูที่รั่วเหล่านี้ก็จะทำให้เซลล์ที่ผิดปกติตายไปในที่สุดปัจจุบันเราพบว่า perforin นี้มีความสามารถในการยับยั้งการแพร่กระจายของเซลล์มะเร็งชนิดต่างๆได้เป็น อย่างดี รวมถึงยับยั้งการแพร่กระจายของเชื้อ HIV ในผู้ป่วยโรคเอดส์อีกด้วย
                 
Natural Killer cells (NK cells) จึงเข้าบทบาทสำคัญในการรักษาโรคมะเร็งชนิดต่างๆ ทั้งแบบ มะเร็งชนิดที่เป็นก้อนแข็ง (solid tumor) และมะเร็งในเลือด เช่น ลิวคีเมีย รวมถึงการติดเชื้อไวรัส การใช้ภูมิคุ้มกันบำบัด หรือที่เรียกว่า Immunotherapy คือ การใช้ภูมิต้านทานที่มีอยู่ในร่างกาย ไม่ว่าจะมาจากของตัวเอง หรือของคนอื่นมาใช้รักษาโรค ภูมิคุ้มกันของคนเราก็คือ เม็ดเลือดขาวชนิดต่างๆที่ทำหน้าที่เปรียบเสมือนทหารของร่างกาย คอยตรวจจับสิ่งแปลกปลอม เชื้อโรค รวมถึงมะเร็งชนิดต่างๆ ให้มีความสามารถมากยิ่งขึ้นในการกำจัดสิ่งแปลกปลอมเหล่านั้น

 
     
 
 

สิ่งที่อยู่ในตัวเราที่สามารถ "ฆ่า" เซลล์มะเร็งได้เอง คือ ภูมิคุ้มกันของตัวเราเอง เพราะฉะนั้นโรคร้ายต่างๆไม่ใช่โรคที่น่ากลัวอีกต่อไป เคยมีคนบอกว่า ยาหรือสมุนไพรของเค้าก็สามารถฆ่าเซลมะเร็งได้ บางท่านก็บอกมาว่า เซลล์มะเร็งมันก็เหมือนโจรที่คอยหลบตามซอกตามมุมอาศัยเวลาและโอกาสกลับมาใหม่ แต่คอนโทรลไม่ใช่สมุนไพรหรือยามันคืออาหารที่ส่งเข้าสู่เซลล์ไมโทรคอนเดียโดยตรงและไมโทรคอนเดียก็จะแปรสภาพอาหารสร้างเซลล์ใหม่และสร้างภูมิคุ้มกันให้กับร่างกายเรา

 
     
 

ต่างจากยาเคมีภัณฑ์และสมุนไพรทั่วไปที่ไม่สามารถแยกแยะได้ว่าเซลล์ไหนคือเซลล์ที่ต้องกำจัด เซลล์ไหนคือเซลล์ดีที่ควรรักษาไว้ สารเหล่านี้จะไปทำลายทั้งเซลล์ร้ายและเซลล์ดีในร่างกายเราไปด้วย ผลที่ตามมาก็คือมีอาการผลข้างเคียง บางคนอาจรุนแรงมาก เพราะภูมิคุ้มกันในร่างกายถูกทำลายส่งผลให้ร่างกายอ่อนแอขาดภูมิคุ้มกัน ไม่สามารถสร้างเซลล์ใหม่ที่แข็งแรงได้ ทำให้เกิดโรคร้ายต่างๆก็กลับซ้ำแล้วซ้ำอีก ไม่หายขาดซักที แต่ Kontrol C&D เกิดจากการฆ่าของเซลล์หรือภูมิคุ้มกันในร่างกายเราเอง สามารถฆ่าเซลล์ร้ายได้อย่างตรงจุดโดยที่ไม่ทำลายเซลล์ดีไปด้วย และจะมีที่ไหนในร่างกายเราที่ภูมิคุ้มกันเราจะหาเซลล์ผิดปกติไม่เจอ

การรับประทานคอนโทรลจะทำให้เราได้รับเซลล์ใหม่ที่สมบูรณ์ เปรียบเสมือนการสร้าง
Stem Cell จากเซลล์ต้นกำเนิดที่อยู่ในอวัยวะนั้นจะมีเซลล์ใหม่เพิ่มขึ้น ตัวอย่างเช่นบุคคลที่เป็นเบาหวานที่ต้องฉีดอินซูลีน เกิดจากตับอ่อนผลิตฮอร์โมนอินซูลีน ได้น้อยลง เมื่อรับประทาน Kontrol ไประยะหนึ่งแล้ว ตับอ่อนจะเริ่มกลับมาผลิตฮอร์โมนอินซูลีนได้เพิ่มขึ้น ทำให้บุคคลนั้นไม่ต้องฉีดอินซูลีนอีกต่อไป 

 
     
 
** ทางจรรยาบรรณ คอนโทรลคืออาหารไม่ใช่ยา **
แต่ในทางประสิทธิผล หลายคนที่เค้ายืนยันว่าหาย
อย่าพึ่งเชื่อจนกว่าคุณจะได้พิสูจน์ด้วยตัวคุณเอง 
ถ้ามีคนที่คุณรู้จัก
ลองแนะนำให้มาคุยกันได้
แล้วคุณจะไม่ผิดหวังกับสินค้าที่ชื่อ Kontrol C&D จริงๆ
 
     
 
 
     
 
      

เรากล้าท้าให้คุณพิสูจน์ KONTROL C&D


สอบถามข้อมูล Kontrol C&D หรือ ขอคำปรึกษาปัญหาสุขภาพได้ที่ 
Phone : 085-163-0359 (พี)

อ่านบทความอื่นๆเพิ่มเติม>>ที่นี่
 
     
 
     
     
Current Pageid = 4